ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2507
ประเด็นกฎหมาย
หนี้ค่าจ้างว่าความและเงินกู้ที่จำเลยก่อขึ้นเพื่อฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งเป็นสินเดิมของภริยา เป็นหนี้ร่วมหรือไม่ และโจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวม
หลักกฎหมาย
หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเป็นส่วนตัวฝ่ายเดียวไม่อาจเอาใช้จากสินบริคณห์ที่เป็นส่วนของอีกฝ่ายหนึ่งได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1479) จะเอาใช้จากสินบริคณห์ของทั้งสองฝ่ายได้ต่อเมื่อเป็นหนี้ที่ต้องรับผิดร่วมกัน (มาตรา 1480) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินบริคณห์ตามมาตรา 1482(2) หมายถึงหนี้ที่เกี่ยวพันอยู่กับตัวทรัพย์ที่เ
คำวินิจฉัย
โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดทรัพย์อันเป็นสินบริคณห์ที่เป็นส่วนของผู้ร้อง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
จำเลยกับผู้ร้อง (ภริยา) แตกร้าวกันอย่างรุนแรง แยกกันอยู่หลายปี ผู้ร้องได้สามีใหม่ จำเลยฟ้องเพิกถอนการสมรส และระหว่างนั้นผู้ร้องโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินเดิมของผู้ร้องให้ผู้อื่น จำเลยจ้างโจทก์เป็นทนายฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน โดยจำเลยหวังว่าที่ดินเป็นสินสมรสซึ่งตนอาจมีส่วนแบ่ง ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้า
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2507นายสำราญ อิมะไชย์ โดยนายเศกสรรพ์ สุวรรณานนท์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายเนื่อง ศตะรัตจำเลย ป.วิ.พ. ม. 288 กฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ม. 4 (1) ป.พ.พ. ม. 1469, ม. 1482 (2), ม. 1479, ม. 1480 แม้ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นภริยาของจำเลยมาตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หนี้ที่จำเลยหรือผู้ร้องก่อขึ้นเป็นส่วนตัวฝ่ายเดียวก็ไม่อาจเอาใช้จากสินบริคณห์ที่เป็นส่วนของอีกฝ่ายหนึ่งได้(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479) จะเอาใช้จากสินบริคณห์ของทั้งสองฝ่ายได้ก็ต่อเมื่อเป็นหนี้ที่ต้องรับผิดร่วมกัน (มาตรา 1480) จะถือว่าเป็นสินบริคณห์แล้ว เจ้าหนี้ของจำเลยจะนำยึดเพื่อขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เสมอไปหาได้ไม่ ถ้าเป็นสินเดิมของผู้ร้องแล้วโจทก์จะนำยึดมาขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อหนี้ตามคำพิพากษานั้นเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1482 จำเลยกับผู้ร้องขัดทรัพย์เกิดแตกร้าวกันอย่างรุนแรงจนแยกกันต่างคนต่างอยู่กันมาหลายปีแล้ว แยกกันแล้วผู้ร้องได้สามีใหม่โดยจดทะเบียนสมรส จำเลยได้ฟ้องเพิกถอนการสมรสนั้นและในระหว่างนั้นผู้ร้องได้โอนขายที่พิพาทซึ่งเป็นสินเดิมของผู้ร้องให้แก่ผู้อื่นจำเลยก็จ้างโจทก์เป็นทนายฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว เพราะจำเลยพยายามอ้างและหวังอยู่ว่าที่พิพาทนี้เป็นสินสมรสซึ่งจำเลยอาจมีส่วนแบ่งด้วย นอกจากนี้จำเลยกับผู้ร้องยังเป็นความฟ้องร้องกันเรื่องอื่นอีก ดังนี้ ค่าจ้างโจทก์ว่าความคดีขอเพิกถอนการโอนนั้น กับเงินที่จำเลยกู้โจทก์มาใช้จ่ายในการเป็นความกับผู้ร้องย่อมไม่มีลักษณะเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1482 หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินบริ