ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4717/2539

ประเด็นกฎหมาย

ที่ดินที่ผู้จัดสรรแบ่งแยกไว้เพื่อทำสวนหย่อมแต่ยังไม่ได้จัดทำ ถือเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภารจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 หรือไม่

หลักกฎหมาย

การที่ผู้จัดสรรที่ดินแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะจัดให้มีสวนหย่อมและได้แบ่งแยกที่ดินไว้เป็นส่วนสัดแน่นอนเพื่อดำเนินการดังกล่าว ถือได้ว่าการทำสวนหย่อมได้จัดให้มีขึ้นแล้ว สวนหย่อมเป็นสาธารณูปโภคตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้มิได้ระบุไว้โดยตรงก็ตาม ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยช

คำวินิจฉัย

ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรของโจทก์ทั้งสิบสามตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่าง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 และบริษัทสหเกรียงธานี จำกัด ร่วมกันจัดสรรที่ดินประมาณ 20 แปลง พร้อมปลูกสร้างบ้านเพื่อขาย ใช้ชื่อว่าหมู่บ้านพรสวรรค์ ผู้จัดสรรได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152791 เนื้อที่ 56.3 ตารางวา ไว้เพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อมสำหรับเป็นที่พักผ่อนของผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ได้จัดทำสวนหย่อม ต่อ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4717/2539พันตำรวจโท อภิเชษฐ์ จรณี กับพวกโจทก์บริษัท ช.ศรีก่อสร้าง จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1298 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30จำเลยที่1และบริษัทส. ผู้จัดสรรที่ดินได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทไว้เพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อมสำหรับเป็นที่พักผ่อนของที่ผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรถึงแม้จะได้ความว่าผู้จัดสรรที่ดินยังไม่ได้จัดทำสวนหย่อมในที่ดินพิพาทสภาพของสวนหย่อมแตกต่างกับสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่นและจำเลยที่2ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตามแต่การที่ผู้จัดสรรที่ดินแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะจัดให้มีสวนหย่อมและได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทไว้เป็นส่วนสัดแน่นอนเพื่อดำเนินการดังกล่าวย่อมถือได้ว่าการทำสวนหย่อมได้จัดให้มีขึ้นแล้วสาธารณูปโภคประเภทถนนสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่นดังที่ระบุไว้ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่286ลงวันที่24พฤศจิกายน2515ข้อ30เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นสาธารณูปโภคอย่างอื่นเช่นสวนหย่อมที่ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินจัดสรรใช้เป็นที่พักผ่อนร่วมกันย่อมเป็นสาธารณูปโภคตามบทบัญญัติแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวด้วยกรณีจึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวแล้วฉะนั้นที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรของโจทก์โดยผลแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวแม้จำเลยที่2จะซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่ทำให้ภารจำยอมนั้นสิ้นไปจำเลยที่2ไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและเป็นเจ้าของที่ดินจัดสรรตามความหมายในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 โจทก์ที่ 1