ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772 - 3775/2545

ประเด็นกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศหวงห้าม ไม่ทำให้โจทก์มีกรร

หลักกฎหมาย

ที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 การออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศดังกล่าว แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดยังไม่ถูกเพิกถอน ก็ไม่ทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิท

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังวันดังกล่าว โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและโฉนดยังไม่ถูกเพิกถอน แต่โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าแย่งจา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772 - 3775/2545นายประทีป ประทีปอุษานนท์โจทก์นายไสว หนูคูขุด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1304 ป.วิ.พ. ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันการที่โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศดังกล่าว แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าแย่งจากโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ200 บาทคดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายไสว หนูคูขุด เป็นจำเลยที่ 1 นายบุญสม รัตนสาร เป็นจำเลยที่ 2 นายสุทัศน์ แสงแก้ว เป็นจำเลยที่ 3 นายพานิช คงศิริ เป็นจำเลยที่ 4 โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารได้บุกรุกเข้ามาปลูกขนำเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้รื้อถอนทำลายหลักหมุดแสดงอาณาเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินโจทก์อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที