ปัญหาว่าการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อศาลพลเรือนในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายหลังจากศาลทหารพิพากษายกฟ้องในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า เป็นการฟ้องซ้ำต้องห
คดีที่ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในความผิดที่ฟ้อง ต้องห้ามมิให้ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4) แม้ศาลทหารจะยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจพิจารณาความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แต่เมื่อศาลทหารได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ถือว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสร็จเด็ดขาดแ
ศาลฎีกาตัดสินว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องห้ามมิให้ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4) ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลทหารฐานร่วมกันพยายามฆ่า ศาลทหารฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ร่วมกระทำผิด ส่วนจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายบาดเจ็บ แต่ความผิดฐานนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร จึงพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยทั้งสาม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลพลเรือนฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2505พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาทโจทก์นายจวง ตรีนัย ที่ 1 นายประสงค์ คุ่ยจาด ที่ 2 นายประยูร กุลมาตร์ ที่ 3จำเลย ป.วิ.อ. โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลทหารฐานร่วมกันพยายามฆ่าคน ศาลทหารพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1,3มิได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 2 ฟังว่าได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายบาดเจ็บ ซึ่งความผิดฐานนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารพิจารณาพิพากษาได้จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยทั้งสามพ้นข้อหาไปโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลพลเรือนใหม่ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายถึงบาดเจ็บดังนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1,3 ถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 2 เท่านั้น(เจน เวชศิลป์-ไชยเจริญ สันติศิริ-โพยม เลขยานนท์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ