ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2505
ประเด็นกฎหมาย
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำข้อเท็จจริงในคดีอาญามาใช้ในคดีแพ่ง และผลของการประนีประนอมยอมความในชั้นสอบสวนต่อความรับผิดของจำเลย
หลักกฎหมาย
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แต่ถ้าไม่มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คงมีแต่คำรับผิดในชั้นสอบสวนเท่านั้น ก็ไม่เข้าเกณฑ์มาตรานี้ การที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบและทำเอกสารไว้เป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให
คำวินิจฉัย
ศาลฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย โดยวินิจฉัยว่าการประนีประนอมยอมความในชั้นสอบสวนผูกมัดจำเลยที่ 1 แต่ไม่ผูกมัดจำเลยที่ 2
ข้อเท็จจริงสำคัญ
คดีนี้เป็นคดีรถชนกัน พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบและทำเอกสารไว้เป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ โดยจะไปทำความตกลงกันที่อู่ซ่อมรถ และไม่มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญา มีเพียงคำรับผิดในชั้นสอบสวนเท่านั้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2505นายธวัช พูนประเสริฐ ผู้เยาว์ โดยนางเสงี่ยมโจทก์พูนประเสริฐ มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมโจทก์นายพินิจ สังคชาติ ที่ 1 นางไพรวรรณ แก้วทอง ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.อ. ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ถ้าไม่มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คงมีแต่คำรับผิดในชั้นสอบสวนเท่านั้น ก็ไม่เข้าเกณฑ์มาตรานี้คดีรถชนกัน การที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบ และทำเอกสารไว้เป็นหลักฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ โดยจะไปทำความตกลงกันที่อู่ซ่อมรถ ถือได้ว่าเป็นการประนีประนอมยอมความกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งผูกมัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้โต้แย้งว่าตนมิได้ขับรถโดยประมาทได้ แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและนายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกผูกมัดด้วย ศาลจะต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่อไปว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท(เชื้อ คงคากุล-ประกอบ หุตะสิงห์-จิตติ ติงศภัทิย์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ