ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1318/2505

ประเด็นกฎหมาย

สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องบริบูรณ์แล้ว และจำเลยมีหน้าที่นำสืบข้อต่อสู้ที่อ้างขึ้นเพื่อให้พ้นความรับผิด

หลักกฎหมาย

เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้และบริบูรณ์แล้ว จำเลยที่อ้างข้อต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิดมีหน้าที่นำสืบก่อน หากไม่นำสืบ จำเลยก็ไม่พ้นความรับผิด

คำวินิจฉัย

จำเลยไม่พ้นความรับผิดตามสัญญากู้

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ 1,100 บาท จำเลยต่อสู้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินสอดที่ตกลงกัน แต่โจทก์ไม่ยอมให้บุตรจำเลยอยู่กินกับบุตรโจทก์ตามข้อตกลง โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1318/2505นายโจ้ แตงอ่อนโจทก์นายมา จันทวงษ์จำเลย ป.พ.พ. ป.วิ.พ. โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 1,100 บาท ตามสัญญากู้แล้วไม่ใช้ จึงขอให้ใช้ จำเลยต่อสู้ว่า บุตรจำเลยลักพาบุตรสาวโจทก์ไปเจ้าพนักงานเปรียบเทียบให้บุตรจำเลยเสียค่าสินสอด 2,000 บาท โจทก์จำเลยตกลง จำเลยมอบเงินสด 400 บาท สร้อยคอทองคำ ราคา 500 บาท ให้โจทก์ไป ที่เหลือ 1,100 บาท จำเลยทำเป็นสัญญากู้ให้โจทก์ไว้ คือฉบับที่โจทก์ฟ้อง แต่โจทก์กลับไม่ยอมให้บุตรจำเลยอยู่กินกับบุตรโจทก์ แล้วโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ดังนี้ ฟังได้ว่า การกู้เงินดังกล่าวมีมูลหนี้ ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินตามสัญญาที่โจทก์ฟ้องบริบูรณ์แล้ว ที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์ไม่ยอมให้บุตรจำเลยอยู่กินกับบุตรโจทก์ตามข้อตกลงนั้น เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยอ้างขึ้นเพื่อให้พ้นความรับผิด จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบก่อน เมื่อจำเลยไม่นำสืบ จำเลยก็ไม่พ้นความรับผิด(จิตติ ติงศภัทิย์-ประกอบ หุตะสิงห์-เชื้อ คงคากุล)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ