ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2545

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2545บริษัท มงคลวิวัฒน์พาณิชย์ จำกัดโจทก์นาย กัณทศักดิ์หรืออานนท์ หรือสมศิล นิลเกตุหรือบัวชม ที่ 1 กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 680 วรรคหนึ่งสัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหาย หรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัท ส. แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัท ส. ดังนี้ จำเลยที่ 1 มิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายและจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ชดใช้เงินแก่บริษัท ส. แทนจำเลยที่ 1 จะถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกเงินของบริษัท ส. ทำให้โจทก์ต้องชดใช้เงินแก่บริษัท ส. จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จึงไม่ใช่งานของโจทก์ โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด การที่โจทก์ชดใช้เงินแทนจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงย่อมหล