ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2540
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2540ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชนโจทก์เจ้าหนี้โจทก์ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชนโจทก์นาย สมศักดิ์ ไวยฉายหรือไวฉายจำเลย ป.พ.พ. ม. 168 เดิม, ม. 173 เดิม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94หนี้ตามคำพิพากษามีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 168 เดิม แต่เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงขาดอายุความ และถือว่าเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) การที่เจ้าหนี้ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี และได้เงินมาบางส่วนแล้วนั้น ไม่ใช่การทำการอื่นใดอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 เดิม และแม้จะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาเป็นมูลฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วก็ไม่ผูกพันศาลต้องถือตามคดีนี้สืบเนื่องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ ไวยฉายหรือไวฉาย เป็นจำเลยขอให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2536 ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน1,507,683.26 บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็น