ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567 - 2568/2540นายหมัดลำมาลี วงษ์มะเซาะผู้ร้องนายฮับบาลี วงษ์เดอรี กับพวกผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 131การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากของกรรมการมูลนิธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 แต่กรรมการมูลนิธิบางคนตายคงเหลือเพียง 2 คน และไม่อาจหาเสียงข้างมากได้ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ตามมาตรา 131(3) จึงต้องเลิกมูลนิธิคดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน เพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกและผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่าผู้ร้องที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1ในสำนวนแรกและผู้ร้องในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่าผู้ร้องที่ 2สำนวนแรกผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องว่า สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ศาสนาอิสลาม มีทรัพย์สินคือที่ดิน เพื่อปลูกสร้างสุเหร่าสำหรับอิสลามิกชนได้ประชุมทำพิธีในกิจศาสนากำหนดให้มีกรรมการ (ผู้จัดการ) อย่างน้อย 3 คน อย่างมาก5 คน ตลอดไป ผู้ร้องที่ 1 เป็นรองประธานกรรมการสุเหร่าคลองกุ่ม มูลนิธิโดยมีนายดินมีหิรัญ เป็นประธานกรรมการและเหรัญญิก ผู้คัดค้านเป็นกรรมการและเลขานุการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2535 นายดินถึงแก่กรรมจึงมีกรรมการเหลืออยู่เพียง 2 คน ซึ่งไม่ครบจำนวนตามตราสารจัดตั้งมูลนิธิ ทำให้มูลนิธิไม่สามารถดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านปรึกษาและตกลงกันที่จะแต่งตั้งให้นายมณิศ วิทยานนท์ อิหม่ามประจำมัสยิดอิสลาม (สุเหร่าคลองกุ่ม) เป็นกรรมการแทน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ผู้ร้องที่ 1 ไปขอยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อแต่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนด