ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2540นาง มูล อยู่จุ้ยโจทก์นาย จรวย ศุภกุลธาดาศิริ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 42การที่โจทก์ถึงแก่กรรมโดยไม่มีทายาทขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคสอง ให้ศาลจำหน่ายคดีจากสารบบความได้นั้น ต้องเป็นกรณีมีข้อเท็จจริงเข้ามาสู่ศาลว่าคู่ความได้มรณะลงระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล คดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ถึงแก่กรรมมาสู่สำนวนศาลระหว่างคดีค้างพิจารณาของศาลฎีกาแต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวให้ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและจำหน่ายคดีจากสารบบความมิได้คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 27.5 ตารางวา คืนโจทก์ หากโอนคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 400,000บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 27.5 ตารางวา คืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากโอนคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับแรกว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2537 ซึ่งขณะนั้นคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และไม่ปรากฏว่าทายาทโจทก์ยื่นคำร้องขอรับมรดกความ ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 ภายหลังจากโจทก์ถึงแก่กรรมเป็นเวลา 1 ปี 1 เดือนเศษ สิทธิฎีกาของโจทก์และสิทธิการขอเข้ารับมรดกความแทนโจทก์ขาดอายุความ ขอให้จำหน่ายคดีและยื่นคำร้องฉบับที่สองว่า ไม่สามารถโอนที่ดินดังกล