ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2498นายแก่น หิรัญชัยโจทก์นางสิงหน เจริญวัยจำเลย ป.วิ.พ. ป.วิ.อ. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มิได้บัญญัติให้ศาลต้องงดรอคดีแพ่งไว้ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญา ศาลจะพิพากษาคดีแพ่งไปโดยไม่รอฟังคดีอาญาก็ได้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งมารดาจำเลยทำไว้ มารดาจำเลยตาย จำเลยรับมรดกแต่บิดพริ้วไม่ยอมขาย จำเลยต่อสู้ข้อหนึ่งว่า สัญญานั้นปลอม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยโอนขายที่ดินตามสัญญา จำเลยฎีกามีปัญหาข้อกฎหมายข้อหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้"ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลจังหวัดไม่อนุญาตตามที่จำเลยร้องขอให้งดรอคดีนี้ไว้ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยกลับฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ทำสัญญาปลอมมาฟ้องคดีนี้ โดยจำเลยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 มิได้บัญญัติให้งดรอคดีแพ่งไว้ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังจำเลยกล่าวอ้าง"พิพากษายืน(มนูกิจวิมลอรรถ-ดุลยพากย์สุวมัณฑ์-ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงน่าจะเข้าใจว่าศาลทางแพ่งจำต้องรอฟังคำพิพากษาทางอาญาก่อน แต่มาตรา 46 ก็หาได้บัญญัติดังที่น่าจะเข้าใจนี้ไม่ตามตัวบทก็เป็นแต่ว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีอาญาแล้ว ศาลทางแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามไปด้วย แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ถึงกับต้องรอคดีแพ่งไว้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาคดีอาญาก่อน บทบัญญัติเรื่องนี้ก็คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 ความว