ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5939/2545ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชนโจทก์นางสาว จินตนา วัชรากูลจำเลย ป.พ.พ. ม. 1336 ป.วิ.พ. ม. 240พนักงานของธนาคารโจทก์บันทึกรายการในบัญชีเงินฝากของจำเลยซ้ำกัน2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยสูงกว่าความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้นเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์และโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืน จึงมิใช่เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับโจทก์ สาขาถนนข้าวสารเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2536 จำเลยนำเช็คธนาคารโจทก์ สาขาศรีย่าน จำนวน 1 ฉบับสั่งจ่ายเงิน 35,505 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่สาขารัตนาธิเบศร์ของโจทก์ แต่เครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีเพิ่มเกินไป 35,505 บาท ต่อมาจำเลยทราบเรื่องและเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,900.65 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตั้งแต่เดือนธันวาค