1. การออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเพียงการประกันหนี้ตามสัญญาหลัก มิใช่มูลหนี้หลักในการฟ้อง 2. สิทธิของสถาบันการเงินในการเปลี่ยนสกุลเงินชำระหนี้และกำหนดอัตร
1. ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกเพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญาหลัก ถือเป็นการประกัน มิใช่มูลหนี้หลักในการฟ้อง 2. หากสัญญาหลักมีข้อตกลงให้เปลี่ยนสกุลเงินได้เมื่อผิดนัด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้ 3. ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (เช่น อัตราดอกเบี้ย
1. อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เรื่องความรับผิดและสิทธิเรียกร้องชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาท 2. คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ในส่วนดอกเบี้ยหลังวันฟ้องที่เกินอัตราประกาศธนาคารโจทก์ไม่ถูกต้อง 3. ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ในส่วนดอกเบี้ย และให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย
จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อ Letter of Credit และทำสัญญา Trust Receipt พร้อมออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นประกัน เมื่อผิดนัดจำเลยไม่ชำระเงิน โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาหลักและตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยสัญญา Trust Receipt มีข้อ 7.2 อนุญาตให้เปลี่ยนสกุลเงินเป็นบาทได้เมื่อผิดนัด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เสียดอกเบี้ยหลังวันฟ้องใ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2552ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยโจทก์บริษัทเอสวี แอนด์ เคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 245 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45 พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (4), ม. 4 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 ข้อ 2การที่จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตจากโจทก์ เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำสินค้าออกไปพร้อมกับชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์พร้อมกับออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นหลัก จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์จึงเป็นการประกันเพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น หาใช่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แม้หนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอยู่ ดังนั้นข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ดุลพินิจเปลี่ยนหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทได้นับตั้งแต่