ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5932/2552

ประเด็นกฎหมาย

ความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 36 และมาตร

หลักกฎหมาย

หนังสือแจ้งภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะชอบด้วยกฎหมาย ต้องระบุเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อพิจารณาในการใช้ดุลพินิจอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ถูกประเมินสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้เต็มที่ และเจ้าพนักงานประเมินต้องใช้อำนาจตามมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากรโดยมีดุลพินิจที่เหมาะสมและเป็นธรรม

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 36 และ 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) แต่คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่สั่งให้ประเมินภาษีใหม่โดยวิธีปกติเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาส่วนที่เกินให้ถูกต้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์มีรายรับจากการประกอบกิจการแต่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลา เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย โดยระบุเหตุผลในหนังสือแจ้งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์อย่างชัดเจน และโจทก์ได้ส่งเอกสารและโต้แย้งคัดค้านอย่างละเอียด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5932/2552ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลอุดมชัยวิทยุ โจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 24, ม. 71 ป.วิ.พ. ม. 142 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 36, ม. 37 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 5/2527 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล มีลายมือชื่อ ส. (เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 7) ลงชื่อในฐานะเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์มีลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้แทนอธิบดีกรมสรรพากร ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้แทนกรมการปกครอง ลงชื่อในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วย มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลฉบับพิพาทมีความว่า เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทประกอบกับคำให้การของ ธ. ผู้รับมอบอำนาจปรากฏว่า โจทก์มีรายรับจากการประกอบกิจการจำนวน 425,130,516.63 บาท แต่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 ภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย เมื่อปรับปรุงตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้วโจทก์จะต้องรับผิดชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 42,513,051.66 บาท ให้โจทก์นำภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจำนวนดังกล่าวไปชำระภายใน 30 วัน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับพิพาทมีความว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ววินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เหตุผลที่วินิจฉัยมีว่า ตามหลักฐานและข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุด