ที่ดินที่เกิดจากการสะสมของตะกอนทรายเนื่องจากบุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเล โดยเจ้าของที่ดินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นที่งอกตามธรรมชาติที่เจ้าข
ที่งอกที่เกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นโดยเจ้าของที่ดินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นที่งอกตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินริมตลิ่งมีกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1308
พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
บริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ก่อสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลทางทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายและเกิดที่งอกจากที่ดินโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนดังกล่าว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10662/2551บริษัทชะอำ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดโจทก์นางสาวหรือนางยืน ชูยิ่ง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1308 ป.วิ.พ. ม. 150, ม. 177, ตาราง 1ที่งอกที่เกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าวย่อมถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่น้ำทะเลท่วมถึง ต่อมามีท่าเทียบเรือของเอกชนก่อสร้างยื่นลงไปในทะเล ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่ตอนหลังกลับให้การว่า หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 มิได้ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะเป็นคำขอที่มีผลต่อเนื่องจากคำขอให