คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ แต่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ อย
การพิจารณาเขตอำนาจศาลต้องพิจารณาจากลักษณะของคดีเป็นสำคัญ หากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย คดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลปกครอง แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นเพียงประเด็นย่อยก็ตาม
คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากบิดามารดากว่า 100 ปี และได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ประกาศให้โจทก์เข้าร่วมรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงป่ากะดึ ซึ่งทับที่ดินข
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 40/2553 นางแสงจันทร์ พิมพ์ผุยโจทก์สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ 1จำเลยกับพวกรวม 2 คน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๐/๒๕๕๓ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่าง ศาลปกครองนครราชสีมา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดศรีสะเกษส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ นางแสงจันทร์ พิมพ์ผุย โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๑ นางสาวพุมเรียง แพงมา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๕/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๒-๒-๑๐ ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ ๔ ตำบลตะเคียน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องมาจากบิดามารดารวมเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐๐ ปี ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และได้ติดต่อยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ ถือว่าโจทก์ประสงค์ที่ดินดังกล่าว ตามมาตรา ๒๗ ตรี ของประมวลกฎหมาย