ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 43/2553

ประเด็นกฎหมาย

คดีพิพาทเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์อ้างว่าครอบครอง อยู่ในอำนาจศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

หลักกฎหมาย

การพิจารณาเขตอำนาจศาลต้องพิจารณาจากลักษณะของข้อพิพาทเป็นสำคัญ หากข้อพิพาทเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นองค์ประกอบย่อย ก็อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากบิดามารดากว่า 100 ปี และได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าร่วมรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงป่ากะดึ ซึ่งโจทก์คัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 43/2553นายลา ประดีโจทก์สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ 1จำเลยกับพวกรวม 2 คน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๓/๒๕๕๓ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่าง ศาลปกครองนครราชสีมา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดศรีสะเกษส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ นายลา ประดี โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๑ นางสาวพุมเรียง แพงมา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๘/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ประมาณ ๖-๓-๔๑ ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ ๔ ตำบลตะเคียน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องมาจากบิดามารดารวมเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐๐ ปี ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และได้ติดต่อยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ ถือว่าโจทก์ประสงค์ที่ดินดังกล่าว ตามมาตรา ๒๗ ตรี ของประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้งโจทก์