ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายว่าบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หรือไม่ และกรณีใดที่บิดาไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู

หลักกฎหมาย

บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ต้องรับผิดส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลพิพากษาให้ชำระนับแต่วันฟ้องเป็นหนี้ในอนาคต ไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเพื่อคำนวณค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็ก (นาย ว.) นับแต่เดือนมีนาคม 2550 จำเลยไม่ต้องชำระ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส มีบุตร 2 คน โจทก์พาบุตรไปอยู่ด้วยแยกจากจำเลย โจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 8,000 บาท ต่อเดือน แต่บุตรคนเล็กกลับมาอยู่กับจำเลยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551นาง ส.โจทก์นาย ด.จำเลย ป.พ.พ. ม. 296, ม. 1564, ม. 1598/38, ม. 1598/39 ป.วิ.พ. ตาราง 1 (1), ตาราง 1 (2) (ก) ท้าย, ตาราง 1 (4) ท้ายป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันมีลักษณะทำนองเป็นลูกหนี้ร่วมกัน หาใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวไม่ ซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 การกำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายดังกล่าวอาจกำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถึงแม้โจทก์และจำเลยจะแยกกันอยู่และโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยกับโจทก์ก็ตาม เมื่อมิได้ตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อแบ่งส่วนตามความรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดชำระค่าค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยเพื่อปฏิเสธที่จะไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ แม้จำเลยจะได้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ดังที่จำเลยอ้างก็เป็นเรื่องให้การศึกษาซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยก็จะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูเห็นสมควรเป็นจำนวนเพียงใดนั้น ศาลมีอำนาจกำหนดโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ม