การตีความคำว่า 'ท้องที่' ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 และสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านเมื่อย้ายไปประจำในต่า
คำว่า 'ท้องที่' ตามระเบียบข้อ 4 จำกัดเฉพาะอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกัน ไม่รวมถึงจังหวัด การย้ายไปประจำสำนักงานต่างสำนักงานแม้อยู่ในจังหวัดเดียวกันก็มิใช่ท้องที่เดียวกัน ข้าราชการที่ย้ายไปต่างท้องที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามข้อ 6 และหากได้เช่าซื้อบ้านในท้องท
การเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,516.93 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
จำเลยเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ย้ายจากอำเภอนครหลวงไปอำเภอพระนครศรีอยุธยา (ต่างท้องที่) มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน ต่อมาเช่าซื้อห้องชุดในอำเภอพระนครศรีอยุธยาและเบิกค่าเช่าบ้านตามข้อ 14 ต่อมาจำเลยย้ายไปอำเภออุทัยและอำเภอบางปะอิน (ต่างท้องที่กับบ้านตนเองที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา) จำเลยยังคงเบิกค่าเช่าบ้านโดย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2552องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อย กับพวกโจทก์นายวรวุฒิหรือธีรวัฒน์ วัชระศิลป์จำเลย ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 (ข้อ 4)ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 ข้อ 4 คำว่า "ท้องที่" จำกัดเฉพาะอำเภอ กิ่งอำเภอหรือท้องที่ของอำเภอและหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันเท่านั้น ไม่รวมถึงจังหวัดเดียวกัน การย้ายไปประจำสำนักงานต่างสำนักงาน แม้อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ก็มิใช่ท้องที่เดียวกันโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 จำเลยย้ายมารับราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลธนูโจทก์ที่ 2 โดยปี 2537 จำเลยเช่าซื้อห้องชุดอาคารราชธานีแมนชั่น เลขที่ 113/149 และเบิกค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,950 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังเช่าที่ดินวัดโพธิ์ (ร้าง) จากกรมการศาสนาปลูกสร้างบ้านเลขที่ ธ. 19/3 และวันที่ 18 สิงหาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางสาวจารุวรรณ ซึ่งเป็นเจ้าบ้านในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ ธ. 19/3 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยย้ายมารับราชการที่โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 รวมเป็นเงิน 47,775 บาท และไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 รวมเป็นเงิน 18,525 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66,300 บาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,216.93 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 70,516.93 บาท จำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการปี 2544 เพราะเบิกค่าเช่าบ้านเท็จ ขอให้บังคับจำเล