ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8370/2551

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8370/2551ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)โจทก์นายบัญญัติ อุชชิน กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 693 วรรคสอง, ม. 697การที่โจทก์ปลดจำนองให้แก่ ว. อาจทำให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจรับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคสอง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายตามมาตรา 697 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ ข้อ 5 ระบุว่า "การค้ำประกันนี้ย่อมผูกพันผู้ค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ตลอดไป... และผู้ค้ำประกันไม่พ้นจากการรับผิด เพราะเหตุผู้ให้กู้อาจกระทำการใดๆ ไป เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิใดๆ อันได้ให้หรืออาจได้ให้ไว้แก่ผู้ให้กู้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้" อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 697 ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจตกลงกันให้มีผลเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงปลดจำนองค้ำประกันร่วมให้แก่ ว. แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหายก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับสินเชื่อจากโจทก์ 2 ประเภท ประเภทแรกจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาปทุมวัน 2 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 จำนำเงินฝากเป็นประกันหนี้ตามสัญญาทั้งสองฉบับ และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาฉบับที่สอง เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โจทก์นำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นหนี้โจทก์ซึ่ง