การสมคบกันทำร้ายร่างกายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ถือเป็นตัวการร่วมกัน
การที่จำเลยสมคบกันและแบ่งหน้าที่กันกระทำเพื่อให้การทำร้ายเป็นผลสำเร็จและไม่ถูกจับกุม ถือเป็นตัวการร่วมกันในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสามสมคบกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1 ใช้ไม้ตีที่ศีรษะ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คอยขัดขวางมิให้พวกของผู้เสียหายไล่จับจำเลยที่ 1
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 998/2497พนักงานอัยการจังหวัดลำปางโจทก์นายแก้ว ฝั้นสืบ ที่ 1 นายแก้วมา ดวงพู ที่ 2จำเลยนายมูล ธิดาวงษ์ ที่ 3จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา จำเลย 3 คนสมคบกันทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยที่1 ใช้ไม้ตีมีบาดเจ็บ 1 แห่ง อีกสองคนคอยขัดขวางมิให้พวกของผู้เสียหายจับจำเลยที่ 1 ได้ ดังนี้จำเลยสมคบแบ่งหน้าที่กันทำผิด เป็นตัวการด้วยกันทั้งสามคนคดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องกล่าวความว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2496 เวลากลางคืน จำเลยทั้ง 3 บังอาจสมคบกันใช้ไม้เป็นศาสตราวุธทำร้ายร่างกายนายสนั่น ชัยรุ่งเรือง ถูกที่ศีรษะมีบาดเจ็บหนึ่งแห่งทั้งนี้โดยนายแก้วเป็นผู้ตี ส่วนนายแก้วมาและนายมูลคอยขัดขวางมิให้พวกของนายสนั่นไล่จับนายแก้ว เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปางขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 รับสารภาพตลอดข้อหาศาลชั้นต้นทำการพิจารณาแล้ว เห็นว่านายแก้วจำเลยคนเดียวได้กระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง ส่วนนายแก้วมาและนายมูลจำเลยเป็นแต่คอยขัดขวางมิให้นายแก้วจำเลยถูกจับกุม ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้สำเร็จโดยสมบูรณ์แล้วมิใช่เป็นเรื่องสมคบหรือช่วยเหลืออุปการในการทำร้าย อาจจะเป็นความผิดฐานอื่นแต่โจทก์มิได้ฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องและพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายแก้วจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 254 ลดฐานปรานีตามมาตรา 59 กึ่งหนึ่ง คงเหลือ 3 เดือน ส่วนนายแก้วมาและนายมูลจำเลยนั้น ให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยตัวไปโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษนายแก้วมาและนายมูลจำเลยตามฟ้องศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยสมคบกันทำร้ายนายสนั่น และกล่าวรายละเอียดเพื่อให้เห็นว่าจำเลยแยกหน้าที่กันกระทำเท่านั้น จึงเป็นตัวการสมคบกันทำร้ายร่างกาย และพิพากษา