ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13985/2553

ประเด็นกฎหมาย

การแจ้งข้อกล่าวหาในการจับกุมที่ไม่ตรงกับข้อหาที่ฟ้อง ทำให้การสอบสวนไม่สมบูรณ์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่

หลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ เพื่อให้ผู้ถูกจับทราบว่าการกระทำของตนเป็นความผิดและเข้าใจถึงการกระทำนั้น เพื่อประโยชน์ในการให้ถ้อยคำหรือต่อสู้คดี โดยไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดให้ตรงกับที่พนักงานอัยการจะฟ้อง เพราะคดียังต้องมีการสอบสวนต่อไป

คำวินิจฉัย

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยถูกจับกุมโดยบันทึกการจับกุมแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง แต่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13985/2553พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีโจทก์นายสิทธิพร สุขศิริจำเลย ป.วิ.อ. ม. 83 วรรคสอง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติกำหนดให้เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ ก็เพื่อให้ผู้ถูกจับทราบว่าการกระทำของผู้ถูกจับเป็นความผิด และเพื่อให้ผู้ถูกจับเข้าใจถึงการกระทำของผู้ถูกจับซึ่งเป็นความผิดนั้น เพื่อประโยชน์ในการให้การ ให้ถ้อยคำ หรือต่อสู้คดี โดยเจ้าพนักงานผู้จับไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดให้ตรงกับที่พนักงานอัยการโจทก์จะฟ้องผู้ถูกจับ เพราะคดียังต้องมีการสอบสวนต่อไปว่าผู้ถูกจับกระทำความผิดหรือไม่และกระทำความผิดฐานใด คดีนี้ แม้บันทึกการจับกุมแจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติข้างต้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) , 66 วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 270,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "