ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7171 - 7182/2552

ประเด็นกฎหมาย

ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

หลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 โดยไม่ต้องคำนึงถึงเจตนาของเจ้าของโครงการ และภาระจำยอมไม่สิ้นไปแม้โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการซื้อจากการขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเสียหาย เว้นแต่จำเลยจะทำการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องร

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมภายหลังและรุกล้ำที่ดินพิพาท (ยกเว้นกันสาดปูนซีเมนต์เดิม) และให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่ดินพิพาทและที่ดินของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรเดียวกัน เจ้าของโครงการกันที่ดินพิพาทไว้เป็นทางเข้าออกตึกแถว โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยรู้ว่ามีการรุกล้ำและครอบครอง แต่ไม่รู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7171 - 7182/2552นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ กับพวกโจทก์นางสุภา ไชยสวัสดิ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1330, ม. 1388, ม. 1390 ป.วิ.พ. ม. 142 (5), ม. 246, ม. 247 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 การที่จะถือว่าผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1330 นั้น จะต้องได้ความว่าผู้ซื้อรู้หรือควรจะรู้ว่าทรัพย์ที่ตนซื้อมามิใช่ของจำเลยหรือของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลล้มละลาย คดีนี้ได้ความจากคำแถลงของทนายโจทก์ทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่จำเลยแต่ละคนได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวมาจากเจ้าของเดิม และขณะที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด โจทก์เห็นว่าที่ดินพิพาทมีการรุกล้ำและครอบครองโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่า ก่อนหรือขณะซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองทราบเรื่องที่จำเลยแต่ละคนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นแต่เพียงรับว่ามีข้อเท็จจริงนั้นอยู่จริงเท่านั้น ดังนั้น จะฟังว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ถึงที่ 11 จึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ ปัญหาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา