ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2546นาง พรรณี วรรณศิริวัฒนาโจทก์นาย ธำรง ยุวรัตน์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 160, ม. 1329โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแต่ให้ ผ. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายที่ดินกันโดย ผ. ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตกลงทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันระหว่างโจทก์ ผ. และจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และ ผ. จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อตกลงขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ แต่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แม้ภายหลังโจทก์ไปขอไถ่ถอนที่ดินคืนจากจำเลยที่ 2 ในขณะที่ยังไม่ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะไปไถ่ถอนคืนได้ตามสัญญาจำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้ไถ่ถอน โจทก์ก็ไม่อาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทก์ได้บอกล้างแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 605 เนื้อที่ 30 ไร่ 1 งาน 99 ตารางวา ซึ่งโจทก์ได้มาโดยบิดามารดาโจทก์ยกให้โจทก์เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ต่อมาเมื่อ 2512 โจทก์ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังกล่าว โดยใส่ชื่อนายประจักษ์ กาญจนะ น้องชายโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในปีเดียวกันนายประจักษ์ได้นำที่ดินไปขายฝากไว้แก่นางเสงี่ยม วรรธนสาร โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง ต่อมาเมื่อปี 2531 ได้โอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อนางอรุณี วรรธนสาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2531 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากนางเผื่อน ชูศรี เพื่อน