ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2553

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง

หลักกฎหมาย

เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เจ้าของรวมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม การที่จำเลยครอบครองแต่เพียงผู้เดียวขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์ตามมาต

คำวินิจฉัย

จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามควรค่าแห่งการใช้นั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์ 32,000 บาท และเดือนละ 4,000 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเสร็จสิ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ทั้งสี่มีกำหนดหนึ่งปี โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบ สัญญาสิ้นสุดลง แต่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์หรือครอบครองเป็นส่วนสัด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2553นายกอบเกียรติ สมบัติภิญโญ กับพวกโจทก์จ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจสมชาย สุวรรณลิขิตจำเลย ป.พ.พ. ม. 391, ม. 1360 ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 150, ตาราง 1โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกัน จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสี่โดยมีกำหนดระยะเวลา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว สัญญาเช่าย่อมสิ้นสุดลง คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในการที่จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามกฎหมาย การที่จำเลยยังคงครอบทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวย่อมขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์อันควรได้รับจากที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามควรค่าแห่งการใช้นั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งเช่าที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนอื่น และโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ขอให้บังคับจำเลยไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยกับโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าเปลี่ยนเจตนาเป็นทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและจำเลยยังไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โดยมีเจตนาให้มีผลผูกพันกันทั้งสองฝ่าย มิได้ยกเลิกสัญญาเช่ากันตามที่จำเลยต่อสู้ ก็เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องห