ข้อตกลงดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงกว่าปกติเป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดได้ และอัตราดอกเบี้ยจำนองต้องเป็นไปตามหนี้ประธาน
ข้อตกลงดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงกว่าอัตราปกติเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ซึ่งศาลลดลงได้หากสูงเกินส่วน ส่วนดอกเบี้ยตามสัญญากู้เพิ่มเติมที่คู่สัญญาตกลงกันโดยสุจริตไม่ใช่เบี้ยปรับ และหนี้จำนองซึ่งเป็นอุปกรณ์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เท่าหนี้ประธานเท่านั้น
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่เกี่ยวกับดอกเบี้ยดังกล่าว นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์เป็นบริษัทเงินทุนให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี แล้วลดเหลือร้อยละ 12.5 ต่อปีตามสัญญากู้เพิ่มเติม แต่มีข้อตกลงว่าหากผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 21 ศาลชั้นต้นลดเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าอัตราปกติ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2793/2546บริษัท เงินทุน สินเอเชีย (มหาชนโจทก์นาง พจนารถ ธีรมิตตานนท์จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง, ม. 383, ม. 702 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจากประชาชน ฯ แม้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากผู้กู้ได้ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนฯ และตามประกาศของบริษัทโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้เงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และต่อมาได้ทำสัญญากู้เพิ่มกำหนดดอกเบี้ยใหม่เป็นอัตราร้อยละ 12.5ต่อปี แม้จะมีข้อตกลงต่อไปว่า ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ถูกต้องจำเลยยอมให้โจทก์เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดและคิดดอกเบี้ยในเงินต้นที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน การบังคับจำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใดหนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงเท่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้จากหนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธาน ซึ่งตามสัญญากู้เงินเพิ่มเติมครั้งที่ 1จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก โดยระบุว่าจำเลยยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงตามเจตนาของคู่สัญญา อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ