ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2497

ประเด็นกฎหมาย

การจำนำที่ดินก่อนใช้ ป.พ.พ. ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นการขายฝาก แต่ต่อมาได้ทำจำนองจดทะเบียนหลังจากใช้ ป.พ.พ. แล้ว จะถือเป็นการจำนองหรือไม่ และทายาทของผู้จำนอ

หลักกฎหมาย

สัญญาจำนองใหม่ที่ทำขึ้นหลังจากใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ย่อมลบล้างหรือกลืนสัญญาจำนำเดิมที่ทำก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เสีย ทำให้สัญญาจำนองใหม่มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และทายาทของผู้จำนองมีสิทธิไถ่ถอนการจำนองได้ ส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความบางคนไม่มีผลผูกพั

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้โจทก์และผู้ร้องสอดไถ่การจำนองที่พิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์และผู้ร้องสอดจากจำเลยที่ 3 ได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ

นายเพ็งและนายแป๊ะจำนำที่พิพาทแก่นางปุ้ยตั้งแต่ พ.ศ. 2468 และมอบที่พิพาทให้ทำต่างดอกเบี้ยเป็นเวลา 26 ปี ก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 1, 2, 3 ต่อมา ก่อนครบ 10 ปีนับแต่จำนำ คู่สัญญาได้ทำสัญญาจำนองจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยถูกต้อง ขึ้นเงินกันอีก หลังจากใช้ ป.พ.พ. แล้ว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2497นายปั่น ลาภภักดี ที่ 1 นายโปร่ง สุภาพร ที่ 2โจทก์นายเภา ลาภภักดี ที่ 1 นางผิว เกิดสมบูรณ์ ที่ 2จำเลยนางปุ้ย ไวยสิทธิ ที่ 3จำเลยผู้ร้องสอดจำเลยนายสุดใจ เกิดสมบูรณ์จำเลย ประกาศเรื่องจำนำและขายฝาก ร.ศ.118 ป.พ.พ. ม. 702การจำนำที่ดินกันก่อนใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น แม้พฤติการณ์จะฟังได้ว่าเป็นกิริยาขายฝาก แต่ปรากฏว่าคู่สัญญาจำนำกันได้ไม่ถึง 10 ปี แล้วได้มาทำจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยถูกต้อง ขึ้นเงินกันอีกในขณะที่ประกาศใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1,2,3 แล้ว ย่อมเป็นการจำนองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมนางปุ้ย จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องนายเภา นางผิว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอให้ศาลแสดงว่าโฉนดที่ 1601 เป็นของโจทก์ เพราะนายเพ็ง นายแป๊ะได้จำนำโจทก์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2468 โจทก์ได้ครอบครองต่างดอกเบี้ยมาเกิน 10 ปีแล้ว นางผิว นายเภา ต่อสู้คดีแล้วในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมกันให้ที่รายนี้เป็นของนางปุ้ย ๆ ให้เงิน 20,000 บาท กับผู้รับมรดกของนายเพ็ง นายแป๊ะ โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลแสดงว่าที่ดินรายนี้ เฉพาะส่วนของนายเพ็งกึ่งหนึ่งนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง ในฐานะส่วนตัวและรับการสละสิทธิ์จากนางอัมพร นางเปลี่ยน ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเสียให้จำเลยรับชำระหนี้ไถ่ถอนจำนำจำเลยที่ 1, 2 ให้การว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกจริง แต่จำเลยที่ 1, 2 ถูกฟ้องคดีก่อนโดยลำพังและทำสัญญายอมความกับจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจำเลยที่ 3 ให้การว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยผู้จำนำได้ให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยเกิน 10 ปีแล้วต่อมานายสุดใจได้ยื่นคำร้องขอรับส่วนมรดกของนายแป๊ะจำเลยไม่ค้านศาลช