ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 32/2554

ประเด็นกฎหมาย

คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือที่ราชพัสดุ อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

หลักกฎหมาย

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

คดีระหว่างวัดประชุมชลธารา โจทก์ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นราธิวาส ที่ 1 กรมธนารักษ์ ที่ 2 คณะกรรมการที่ราชพัสดุ ที่ 3 กระทรวงการคลัง ที่ 4 จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ที่เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียน ถูกจำเลยขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนและส่งมอบคืน จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นของจำเลยซึ่งขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 32/2554วัดประชุมชลธาราโจทก์สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นราธิวาส ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนจำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๒/๒๕๕๔ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดนราธิวาส ระหว่าง ศาลปกครองสงขลา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดนราธิวาสส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ วัดประชุมชลธารา โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นราธิวาส ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ คณะกรรมการที่ราชพัสดุ ที่ ๓ กระทรวงการคลัง ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๗/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๕๒ โจทก์ทำการตรวจสอบที่ดินอันเป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดประชุมชลธารา มีเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๓ งาน แต่พบว่าที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวถูกจำเลยที่ ๒ เสนอให้จำเลยที่ ๓ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบและไม่มีหลักฐานการได้มา ทั้งขัดต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘