ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5118/2554

ประเด็นกฎหมาย

การนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากที่กฎกระทรวงยกเลิกข้อจำกัดแล้ว ไม่เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

หลักกฎหมาย

เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2534) ข้อ 5 ยกเลิกข้อ 11 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) แล้ว ผู้เดินทางสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศได้โดยเสรี การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง และไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรอันจะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องก

คำวินิจฉัย

เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) จึงไม่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เจ้าหน้าที่พบผู้คัดค้านที่ 3 นำเงินตราต่างประเทศ 12 สกุล มูลค่า 7,223,448.65 บาท ออกนอกประเทศที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยไม่มีหลักฐานการซื้อเงินตราต่างประเทศ เหตุเกิดวันที่ 18 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นเวลาที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ข้อ 11 ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2534) ข้อ 5 แล้ว

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5118/2554พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์บริษัท วี.เอ.พี. ปิโตรเลียม จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 วรรคหนึ่ง (7) พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 8, ม. 8 ทวิ กฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 5กฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 5 ได้ยกเลิกข้อ 11 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) เป็นผลให้ผู้เดินทางไปต่างประเทศสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทยได้โดยเสรี ไม่ถือเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกประเทศ อันจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8 ทวิ ส่วนการซื้อเงินตราต่างประเทศและการไม่ขายเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต แล้วนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ซึ่งมีความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 8 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงของที่มีกฎหมายกำหนดว่า การส่งหรือนำของนั้นออกไปหรือเข้ามาในประเทศไทยจะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันจะเป็นความผิดมูลฐานตามบทนิยามของ "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงต้องคืนเงินตราต่างประเทศดังกล่าวแก่เจ้าของผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินตราต่