การเช่าตึกแถวพิพาทภายหลังทำสัญญาเช่าใหม่เป็นการเช่าเพื่อการค้าหรือเพื่ออยู่อาศัย และจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ
การพิจารณาเจตนาของคู่กรณีว่าสถานที่เช่าเป็นเคหะหรือไม่ต้องพิจารณาในเวลาที่ทำสัญญาใหม่ ไม่ใช่ยึดผลคำพิพากษาคดีก่อน และพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้การเช่าเปลี่ยนจากการอยู่อาศัยเป็นการค้าได้
จำเลยเช่าตึกรายพิพาทเพื่อการค้า ไม่ใช่เพื่ออยู่อาศัย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายทั้ง 3 ศาล เป็นเงิน 355 บาทแทนโจทก์
จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทตั้งแต่ พ.ศ. 2486 ต่อมาถูกฟ้องขับไล่และศาลพิพากษาว่าเป็นเคหะ หลังจากนั้นเพียง 4 วัน จำเลยทำสัญญาเช่าใหม่กับโจทก์โดยระบุว่าเช่าเพื่อค้าขายยา กำหนด 2 เดือน ค่าเช่า 160 บาท จำเลยยังคงอยู่อาศัยและประกอบการค้ายาเพิ่มขึ้น มีป้ายร้านค้า เสียภาษีโรงค้า และใช้สถานที่ผสมยาขายปลีกและส่ง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1865/2497พระยาวิทูรธรรมพิเนตโจทก์นายเกียหลิม แซ่ด่านจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 เช่าตึกแถวตั้งแต่ พ.ศ.2486 ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ ศาลยกฟ้อง เมื่อ พ.ศ.2492 เพราะเป็นเคหะ ศาลพิพากษาแล้ว 4 วัน ผู้เช่าทำสัญญาเช่าใหม่มีข้อความเพิ่มขึ้นว่า เช่าเพื่อค้าขายยามีกำหนด 2 เดือน พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่เช่าอยู่เดิม จนเห็นได้ว่าได้ทำสัญญาเช่าใหม่เพื่อการค้าไม่เป็นเคหะ ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่เมื่อครบสัญญา 2 เดือน แล้วได้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวเลขที่ 1297 ถนนเจริญกรุง โดยกล่าวว่าเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2492 จำเลยทำสัญญาเช่าจากโจทก์เพื่อทำการค้าขายยามีกำหนดเวลาเช่า 2 เดือนครั้นครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าและให้จำเลยออกจากตึกที่เช่า จำเลยไม่ออก และเรียกค่าเสียหายด้วยจำเลยให้การว่าตึกเช่านี้จำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย กับต่อสู้ว่าห้องพิพาทนี้เดิมคุณหญิงวิทูรธรรมพิเนตภรรยาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครใต้และศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกรายนี้ ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้เสียหายดังฟ้องศาลแพ่งสอบถามคู่ความแถลงรับกันหลายข้อ แล้วงดไม่สืบพยานและพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์โดยฟังว่า ตึกเช่ารายพิพาทเป็นเคหะ จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่า ได้มีการทำสัญญาเช่ากันขึ้นใหม่ระหว่างโจทก์จำเลย หลังจากที่ศาลได้พิพากษาคดีเดิมแล้วสัญญาเช่าเดิมระหว่างจำเลยกับคุณหญิงวิทูรธรรมพิเนตได้สิ้นผลไปในตัว สัญญาเช่าที่จำเลยได้ทำไว้กับโจทก์ไม่มีข้อ