คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งให้รื้อถอนรั้วที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และมีการโต้แ
การพิจารณาเขตอำนาจศาลต้องดูที่ลักษณะของคดีเป็นสำคัญ หากคดีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ย่อมอยู่ในอำนาจศาลปกครอง แม้จะมีประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ไม่ทำ
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ให้ศาลปกครองกลางรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินบางส่วนตามโฉนดเลขที่ 2759 เนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2531 โดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดิน โดยอ้างกรรมสิทธ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 12/2555นางวนิดา กุลยดุลย์ผู้ฟ้องคดีกรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คนผู้ถูกฟ้องคดี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๒/๒๕๕๕ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลปกครองกลาง ระหว่าง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒ นางวนิดา กุลยดุลย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๓/๒๕๕๒ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๙๘/๒๕๕๒ ซึ่งอธิบดีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนคดีทั้งสองนี้เข้าด้วยกันโดยให้สำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๓/๒๕๕๒ เป็นสำนวนหลัก ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๕๓๑ ตำบล