การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.
การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) หากจำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในกำหนด ถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งโดยเสียค่าคำร้อง 40 บาท ศาลอุทธรณ์เห็นว่าต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท จึงให้จำเลยชำระเพิ่ม แต่จำเลยไม่ชำระ ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์และจำหน่ายคดี
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2554ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดย บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นายทัศน์ ฉันทาวิวัฒน์จำเลย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ (2) (ก) เดิมจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าตามคำร้องของจำเลยไม่ได้อ้างเหตุว่า การปิดหมายไม่ชอบเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าปิดหมายนัดที่ภูมิลำเนาของจำเลยและทนายจำเลย ในส่วนของโจทก์โจทก์แถลงว่าส่งหมายนัดชอบแล้ว ถือได้ว่าการส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาและศาลชั้นต้นโดยวิธีปิดหมายชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ค่าคำร้องให้เป็นพับนั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของจำเลยแล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วย และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งชี้ขาดดังกล่าว ก็ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 9,446,712.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,011,629.97 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,860 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,860 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้นำเงินที่จำเลยชำระมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2539 จำนวน 15,000 บาท วัน