ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 646/2496

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันเป็นตัวการฆ่าผู้ตายหรือไม่

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสองไปด้วยกัน เรียกให้ผู้ตายเปิดประตู แล้วจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย หลังจากนั้นหนีไปพร้อมกัน ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมสมคบกันเป็นตัวการในการกระทำผิด

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2495 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองไปเรียกให้ผู้ตายเปิดประตู จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายด้วยปืนลูกซอง 1 นัด ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองหนีไปด้วยกัน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 646/2496อัยการนราธิวาสโจทก์นายดำ จันทรประภา ที่ 1 นายปุย จันทรประภา ที่ 2จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา สองคนไปเรียกให้เขาเปิดประตู แล้วคนหนึ่งยิงเขาตายแล้วหนีไปด้วยกันฟังได้ว่าทั้งสองคนสมคบกันเป็นตัวการยิงเขาตายด้วยกันโจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2495 เวลากลางคืนจำเลยทั้งสองได้บังอาจสมคบกันใช้ปืนเป็นอาวุธยิงทำร้ายร่างกายนายจันทร์ ทองเล็ก โดยเจตนาจะฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกนายจันทร์มีบาดเจ็บสาหัส และได้ถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลในคืนนั้นเองเหตุเกิดตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาสจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองจะไปยิงหมูป่า จำเลยที่ 1 แวะไปเข้าซื้อเชื่อสุราจากผู้ตาย 1 ขวด ส่วนจำเลยที่ 2 ยืนอยู่นอกร้าน ผู้ตายพูดสัพยอกจำเลยที่ 1 ว่าไม่ให้เชื่อ จะเอาปืนที่จำเลยที่ 1 ถือเพื่อไปยิงหมูป่าเป็นประกัน แล้วผู้ตายดึงปืนจากจำเลยที่ 1 โดยแรง ปืนจึงได้ลั่นไปถูกผู้ตายศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว โจทก์สืบว่าคืนโจทก์หาเวลาประมาณ 23 น. นายจันทร์ผู้ตายอยู่บ้าน (เป็นร้านขายของ) กับนางกิมภริยาและเด็กหญิงเสาร์ ขณะนั้นผู้ตายปิดร้านแล้ว มีจำเลยทั้งสองนี้มาเรียกให้เปิดประตู พอนายจันทร์เปิดประตูฉายไฟฉายไป นายดำจำเลยก็ยิงด้วยปืนลูกซอง 1 นัด แล้วจำเลยทั้งสองก็หนีไป นายจันทร์ล้มลง ต่อมามีนายเบี้ยวผู้ใหญ่บ้านกับนายมุ่ยผู้ช่วยและราษฎรมาที่บ้านนายจันทร์ สอบถามนายจันทร์ว่าใครยิง นายจันทร์บอกว่านายดำกับนายปุย นายเบี้ยวได้บันทึกข้อความไว้ ครั้นเวลาเที่ยงคืนนายจันทร์ตายเพราะพิษบาดแผล คืนนั้นนายสีกำนันมาบ้านที่เกิดเหตุแล้วออกติดตามจำเลยทั้ง 2 ไม่พบตัว รุ่งขึ้นนายดำจำเลยเข้าหาเจ้าพนักงานต่อสู้คดี และต่อมาอีก 2 วัน นายปุยจำเลยก็เข้าหาเจ้า