ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2550

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2550พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายณรงค์ เอี่ยมสอาดจำเลย ป.วิ.อ. ม. 203, ม. 205การขอแถลงการณ์ด้วยปาก คู่ความอาจขอมาในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่จำต้องทำเป็นคำร้องติดมากับฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นสมควรอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากก็ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย การอนุญาตให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยปากหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ คู่ความไม่มีสิทธิยกขึ้นฎีกาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง จำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเดินเผชิญสืบบริเวณที่เกิดเหตุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอให้ศาลเดินเผชิญสืบแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดสุดท้ายตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ระบุว่า จำเลยนำพยานเข้าเบิกความได้ 2 ปาก แล้วแถลงว่าหมดพยานจำเลยเพียงเท่านี้ และขอยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 20 วัน นอกจากนี้ในสำนวนก็ไม่ปรากฏคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบบริเวณที่เกิดเหตุ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้แถลงขอเดินเผชิญสืบต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้นแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในป