การพิจารณาลงโทษกักกันตาม พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 เมื่อความผิดครั้งก่อนไม่ใช่เหตุร้าย แต่ครั้งหลังเป็นเหตุร้าย
แม้ความผิดครั้งหลังเป็นเหตุร้าย แต่หากความผิดครั้งก่อนไม่ใช่เหตุร้าย ศาลอาจใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ความผิดครั้งก่อนและเหตุผลเฉพาะคดีว่าจำเลยยังไม่มีสันดานเป็นผู้ร้าย และไม่ลงโทษกักกันได้
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่ลงโทษกักกัน
จำเลยเคยต้องโทษจำคุกครั้งแรกฐานปลอมหนังสือ ครั้งหลังฐานหนีราชการทหาร (ไม่ใช่เหตุร้าย) แล้วกระทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์โดยล้วงกระเป๋า (เป็นเหตุร้าย) ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี และกักกัน 3 ปี ศาลอุทธรณ์ไม่ลงโทษกักกัน ศาลฎีกาพิพากษายืน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2493อัยการกรมอัยการโจทก์นายสำรวย อิ่มประไพจำเลย พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 เมื่อความผิดครั้งก่อนที่จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วทั้งสองครั้งไม่ใช่เหตุร้าย แม้ครั้งหลังนี้ จำเลยได้ทำผิดฐานลักทรัพย์ โดยล้วงกระเป๋าซึ่งเป็นเหตุร้ายก็ตาม ศาลอาจพิเคราะห์ความผิดครั้งก่อนๆ และเหตุผลเฉพาะคดีหลังนี้มาวินิจฉัยว่า จำเลยยังไม่มีสันดานเป็นผู้ร้าย และไม่ลงโทษกักกันได้ความว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกครั้งแรกฐานปลอมหนังสือครั้งหลังฐานหนีราชการทหาร แล้วได้มาทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์โดยล้วงกระเป๋าลักธนบัตรของ ป.ไป 14 บาท 50 สตางค์ ศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยเพิ่มโทษและลดแล้ว กับให้ส่งตัวไปกักกันมีกำหนด 3 ปีศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่จำเลยเคยรับโทษจำคุกในฐานดังกล่าวสองครั้ง แล้วมาทำผิดฐานนี้ อาจถือว่าเป็นผู้มีสันดานเป็นผู้ร้ายได้แต่เห็นว่า ความผิดครั้งก่อน ๆ ของจำเลยไม่อยู่ในลักษณะอันเป็นเหตุร้าย และโดยเหตุผลเฉพาะคดีของจำเลยนี้ยังไม่ควรถือว่า จำเลยมีสันดานเป็นผู้ร้าย พิพากษาแก้ไม่ลงโทษกักกัน ส่วนอื่น ๆ คงยืนโจทก์ฎีกาว่า จำเลยล้วงกระเป๋าในที่ชุมชุนชนบนรถราง เป็นการอุกอาจขอให้กักกันศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน(ลัดพลีธรรมประคัลภ์-ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร-นาถปรีชา)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ