ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663 - 1664/2529

ประเด็นกฎหมาย

เงินบำเหน็จที่จ่ายตามข้อบังคับการทำงานซึ่งระบุว่ารวมค่าชดเชยเฉพาะส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ถือว่ารวมค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และเมื่อข้อบังคับทำ

หลักกฎหมาย

ข้อบังคับการทำงานที่ระบุว่าเงินบำเหน็จรวมค่าชดเชยเฉพาะส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่รวมค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และเมื่อจำเลยทำคำแปลภาษาไทยของข้อบังคับมาแล้ว ศาลต้องวินิจฉัยตามคำแปลนั้น จำเลยจะโต้แย้งภายหลังว่าคำแปลไม่ถูกต้องไม่ได้ และ ป.พ.พ. มาตรา 14 ใช้บังคับเฉพาะกรณีเอกสารทำขึ้นเป็นสองภาษา ไม่ใ

คำวินิจฉัย

เงินบำเหน็จที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปแล้วนั้นไม่มีค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน รวมอยู่ด้วย พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 73,500 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 81,540 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ถูกเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุ จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จตามข้อบังคับการทำงาน ซึ่งข้อบังคับระบุว่าเงินบำเหน็จรวมค่าชดเชยเฉพาะส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด ข้อบังคับทำเป็นภาษาอังกฤษและมีคำแปลภาษาไทย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663 - 1664/2529นาย วัธนะ ชาติทอง กับพวกโจทก์บริษัท เค แอล เอ็ม รอยัล ดัทช์ แอร์ไลน์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 14 ป.วิ.พ. ม. 46 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2, ข้อ 46การที่ข้อบังคับของจำเลยกำหนดว่าเงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ได้รวมไว้แล้วซึ่งค่าชดเชยเฉพาะส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายแรงงานกำหนดนั้นต้องถือว่าเงินบำเหน็จดังกล่าวไม่มีค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานรวมอยู่ด้วย เอกสารภาษาต่างประเทศเมื่อจำเลยทำคำแปลเป็นภาษาไทยมาแล้วถือว่าถูกต้องตามเอกสารนั้นจำเลยจะโต้แย้งภายหลังว่าคำแปลไม่ถูกต้องหาได้ไม่ ป.พ.พ.มาตรา14จะใช้บังคับในกรณีมีเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งทำขึ้นเป็นสองภาษาแต่ข้อบังคับการทำงานของจำเลยทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษส่วนภาคภาษาไทยเป็นคำแปลเท่านั้นศาลจึงย่อมวินิจฉัยตามภาษาไทยที่แปลมานั้น.คดีสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ตามลำดับโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าอาหาร ค่ารถ และค่าซักรีดซึ่งจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองตามข้อบังคับในภาคผนวก 3 เป็นเงินบำเหน็จ มิใช่ค่าชดเชย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 73,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 81,540 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองจำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ได้ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนละ 12,250 บาท และ 13,590 บาท และ