ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9039/2555

ประเด็นกฎหมาย

การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ และสิทธิขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย

หลักกฎหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 52) มิได้บังคับเด็ดขาดว่ากรณีเกษียณอายุต้องเป็นกำหนดเวลาทำงานที่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มจ้าง การเลิกสัญญาจ้างโดยความตกลงของทั้งสองฝ่ายที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลังถือเป็นการสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 15

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 917,651.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 917,651.04 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามระเบียบการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน ซึ่งเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยความตกลงของทั้งสองฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะออกจากงานโจทก์อายุ 58 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9039/2555นางสุปราณี กาญจนะโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 42 (17) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เป็นกรณียกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 (17) ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ข้อ 1 (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ กำหนดว่า กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนี้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 52) ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วดังกล่าว มิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่ากรณีเกษียณอายุจะต้องเป็นกำหนดเวลาทำงานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เวลาที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงานแต่อย่างใด จึงไม่อาจขยายความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรได้ แม้ตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2532 จะกำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 26 คือ พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมาย