ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2492

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2492นายขาบ ซิ่วสำราญ นางทองอยู่ ซิ่วสำราญโจทก์นางถนอม แสงสุรินทร์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1402 ป.วิ.พ. ม. 172 พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2459 โจทก์ฟ้องว่า บิดามารดาจำเลยอาศัยที่พิพาทปลูกโรงเรือนมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นของตายายโจทก์ แล้วต่อมาเมื่อที่ตกเป็นของโจทก์โดยทางมรดก จำเลยก็ยังอาศัยสืบต่อมา ดังนี้ ไม่จำต้องระบุวัน เดือน ปีที่ว่าบิดามารดาจำเลยและตัวจำเลยอาศัย ก็ไม่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมโจทก์ฟ้องอ้างเหตุอาศัย จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลต้องพิจารณาว่าจำเลยอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของหรือผู้อาศัย หาได้พิพาทกันในเรื่องสิทธิอาศัย ตามพ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2459 ไม่โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของนายสอนนางกล่ำตายายโจทก์ ได้ให้บิดามารดาจำเลยปลูกโรงเรือนอาศัยอยู่มีอาณาเขตกว้าง 8 วา ยาว 10 วาต่อมานายสอนนางกล่ำตาย โจทก์ได้รับมรดก จำเลยได้ขออาศัยสืบต่อบิดามารดา ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2488 จำเลยกลับโต้เถียงกรรมสิทธิ์จึงขอให้บังคับจำเลยรื้อโรงเรือนและใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่พิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือไม่ ไม่ทราบ เป็นแต่เป็นที่ ๆ ปู่ย่าจำเลยปลูกโรงเรือนครอบครองมาเป็นเจ้าของหลายสิบปีแล้ว ตกเป็นของจำเลยทางมรดก จำเลยหาได้อาศัยไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่พิพาท ค่าเสียหายให้ยกเสียศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า เท่าที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า บิดามารดาจำเลยอาศัยที่พิพาทปลูกโรงเรือนมาตั้งแต่ครั้ง นายสอนนางกล่ำตายายของโจทก์ แล้วต่อมาเมื่อที่ตกเป็นของโจทก์โดยทางมรดก จำเลยก็ยังคงขออาศัยสืบต่อมานั้นเป็นการเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อพิพาทและต่อสู้คดีไว้ชัดแจ้งแล้ว หาเป็นการฟ้องเคลือบคลุมไม่ ส่วนข้อท