ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2491

ประเด็นกฎหมาย

การริบเรือที่ใช้เป็นพาหนะบรรทุกข้าวออกนอกเขตโดยฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าว ตามพระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว พ.ศ. 2489

หลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว พ.ศ. 2489 การขนย้ายข้าวออกนอกเขตให้ริบข้าวรวมทั้งสิ่งบรรจุและพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกข้าวนั้นเสีย โดยไม่ต้องคำนึงว่าการบรรทุกข้าวเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ เพราะกฎหมายบังคับไว้ให้ต้องริบ

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับให้ริบเรือตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยใช้เรือมาดเป็นพาหนะบรรทุกข้าวออกนอกเขตจังหวัด ฝ่าฝืนประกาศของคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้งดริบเรือโดยอ้างว่าเป็นเรือของผู้อื่นที่เช่ามา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้คืนเรือ โจทก์ฎีกา

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2491อัยการนนทบุรีโจทก์นายหลง ทองเปี่ยมจำเลย พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าว พ.ศ.2489 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 27, ม. 28พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าวบัญญัติไว้ชัดว่าการขนย้ายข้าวออกนอกเขต ฯลฯ ให้ริบข้าวรวมทั้งสิ่งบรรจุและพาหนะใดๆที่ใช้บรรทุกข้าวนั้นเสียเป็นการบังคับไว้ให้ริบจำเลยใช้เรือมาดซึ่งฟังได้ว่าเป็นเรือของจำเลยบรรทุกข้าวออกนอกเขตฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าว ศาลต้องริบเรือมาดที่ใช้เป็นพาหนะนั้นเสียด้วยโดยไม่ต้องคำนึงว่า การบรรทุกข้าวเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่จำเลยใช้เรือมาดเป็นพาหนะ บรรทุกข้าวออกนอกเขตจังหวัดเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าวซึ่งได้ประกาศและกำหนดเขตไว้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว 2489 มาตรา 10, 13 กับให้ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ ขอให้งดการริบเรือมาดของกลางโดยอ้างว่าเป็นเรือของผู้อื่น จำเลยเช่ามาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้คืนเรือแก่จำเลยโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว บัญญัติไว้ชัดว่า การขนย้ายข้าวออกนอกเขต ฯลฯ ให้ริบข้าวรวมทั้งสิ่งบรรจุและพาหนะใด ๆ ที่ใช้ในการบรรทุกข้าวนั้นเสีย เรื่องนี้จำเลยใช้เรือมาดของกลางเป็นพาหนะบรรทุกข้าวออกนอกเขตจึงต้องริบเรือนั้นเสียด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่า การบรรทุกข้าวเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่เพราะกฎหมายบังคับไว้ให้ต้องริบ ส่วนข้อที่จำเลยว่าเป็นเรือที่เช่าเขามานั้น จำเลยไม่มีหลักฐานอย่างใดมาพิสูจน์ จึงต้องฟังว่าเรือของกลางเป็นของจำเลยเอง จึงพิพากษากลับให้ริบเรือตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น(ปรีชาวินิจฉัย-ประวัติ ปัตตพงศ์-ศิลปสิทธิวินิจฉัย)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศา