ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของคนต่างด้าวในการมีกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผลของการไม่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. 2486 ร

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ. 2486 มิได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียว และการที่มีที่ดินมาก่อนแล้วไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่น

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่า ที่พิพาทเป็นของนายกงห้วยกับจำเลยคนละครึ่ง ส่วนของนายกงห้วยตกทอดแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ปู่ของโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวร่วมซื้อที่ดินกับจำเลยคนละครึ่ง ต่อมาปู่และทายาทถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นหลานฟ้องขอแบ่งที่ดิน จำเลยอ้างว่าปู่เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิมีกรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ที่ดินฯ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2491นางจุเอี้ย แซ่จิ้ว ผู้แทนของนางสาวไส้จี้ แซ่จิ้วโจทก์นางท้อ แซ่ลิ้มจำเลย ป.พ.พ. ม. 1336, ม. 1357 พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 ป.วิ.พ. ม. 226 (2)ปู่ร่วมซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับผู้อื่นคนละครึ่งภายหลังปู่ย่าและบิดาถึงแก่กรรมหมด คงเหลือแต่หลานเป็นทายาท หลานย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินนั้นครึ่งหนึ่งได้ในเรื่องหน้าที่นำสืบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ฝ่ายใดนำสืบก่อนแล้วฝ่ายนั้นไม่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งนั้นตามมาตรา 226(2) แล้ว ก็หมดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้พระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว 2486 ไม่ได้ห้ามมิให้คนต่างด้าวมีที่ดินเสียทีเดียวและการที่มีที่ดินมาก่อนแล้ว ไม่ได้ไปจดทะเบียนก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินของเขาตกไปเป็นของคนอื่นได้ความว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2471 จำเลยไปทำสัญญาซื้อที่ดินรายพิพาทที่อำเภอ จากนางจูเบียจะ เป็นเงิน 300 บาท ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2477 จำเลยได้ทำหนังสือให้นายกงห้วย ปู่โจทก์ทีอำเภอมีข้อความว่า "ในการซื้อขายที่ดินรายนี้ (หมายถึงที่พิพาท) นายกงห้วยกับนางท้อ (คือจำเลย) ได้รวมทุนกันซื้อคนละ 150 บาท รวมเป็นเงิน 300 บาท ทั้งนี้เพื่อให้เป็นหลักฐาน จึงได้ทำหนังสือฉบับนี้ เพื่อแสดงว่า ผู้ซื้อทั้งสองคนดังกล่าวแล้ว มีส่วนได้ที่ดินรายนี้ร่วมกันเท่านั้น ฯลฯ" ต่อมา นายกงห้วยไปเมืองจีนแล้วถึงแก่กรรมที่เมืองจีน นางกิมกีผู้เป็นภรรยา ซึ่งได้รับมอบสิทธิที่ดินรายนี้ ก็ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2488 นายเป้าผู้เป็นบุตรนายกงห้วย นางกิมกี ก็ถึงแก่กรรม นางสาวไล้จี้ บุตรนายเป้า จึงขอแบ่งที่พิพาทจากจำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยไม่ยอม จึงฟ้องขอให้แสดงว่าที่พิพาทเป็นของนายกงห้วยครึ่งหนึ่ง (ตีราคา 3,000