ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2540

ประเด็นกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับตามสัญญาข้อ 9 หรือไม่ หลังจากถูกปลดออกจากราชการฐานผิดวินัย แต่ต่อมาได้กลับเข้ารับราชการตามพระราชบัญญัติล้

หลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 ขอกลับเข้ารับราชการตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ โดยแสดงความจำนงว่าจะชดใช้ทุนต่อ และโจทก์รับบรรจุกลับเข้ารับราชการ ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไป จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับ

คำวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดโจทก์ ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทภายในประเทศ โดยมีสัญญาข้อ 9 กำหนดว่า หากประพฤติผิดวินัยจนถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ต้องชดใช้ทุนและเบี้ยปรับ ระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุน โจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัย เมื่อวันที่ 12 ธันว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2540สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติโจทก์นาย พลจิต สำภา กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 171, ม. 368 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเงื่อนไขข้อ9ระบุว่า"ในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อหรือในระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้ากลับเข้าปฏิบัติราชการต่อไปตามที่กล่าวในข้อ5ถ้าข้าพเจ้าประพฤติผิดทางวินัยจนถึงถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการข้าพเจ้ายินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(โจทก์)เป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือลดลงตามส่วนเช่นเดียวกับสัญญาข้อ7"เมื่อโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อให้ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยระหว่างที่จำเลยปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาข้อ9จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ9ดังกล่าวแต่เมื่อจำเลยขอกลับเข้ารับราชการหลังจากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนม์พรรษา60พรรษาพ.ศ.2530ประกาศใช้บังคับโดยจำเลยแสดงความจำนงต่อโจทก์ว่าประสงค์จะขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อเนื่องจากยังชดใช้ทุนไม่ครบตามสัญญาและโจทก์ก็มีคำสั่งรับบรรจุจำเลยที่1กลับเข้ารับราชการดังนี้ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไปนั่นเองจำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยที่ 1 ขอลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีภายในประเทศที่มหา