คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครองและขอให้ออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินเป็นของรัฐ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษ
คดีที่ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ดินที่ขอออกโฉนดนั้นสามารถออกโฉนดได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม
คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) และขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟ ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ โจทก์จึงฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้อง และให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 2 โต้แ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 41/2556นางสอาด นครอินทร์โจทก์การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464 พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ.2464 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปซ