คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครอง อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คดีที่มีประเด็นหลักเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่เจ้าพนักงานที่ดินจะสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ เป็นดุลพินิจ ไม่ใช่การละเลยหน้าที่ตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย (จำเลยที่ 1) และกรมที่ดิน (จำเลยที่ 2) อ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบ ส.ค. 1 และขอให้ออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินเป็นที่ดินรถไฟ ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครอง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 42/2556นายประชัน มันตาพันธ์โจทก์การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464 พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ.2464 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่