คดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินปฏิรูปที่ดิน อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 223 วรรคหนึ่ง
คดีระหว่างนายสมนึก สายแก้ว โจทก์ นายสมจิตร ดีงาม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับ ส.ป.ก. 4-01 แต่ถูกจำเลยไปรับสิทธิใส่ชื่อแทน โดยจำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนชื่อของจำเลยใน ส.ป.ก. 4-01 และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 62/2556นายสมนึก สายแก้วโจทก์นายสมจิตร ดีงามจำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แต่ถูกจำเลยไปรับสิทธิใส่ชื่อแทน โดยจำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ขอให้จดทะเบียนโอนเปลี่ยนมาเป็นชื่อโจทก์ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนชื่อของจำเลยใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยถูกต้องตามกฎหมายและขอให้ขับไล่โจทก์ เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖๒/๒๕๕๖ วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจังหวัดสุรินทร์ ระหว่าง ศาลปกครองนครราชสีมา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้ง