ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 70/2556

ประเด็นกฎหมาย

คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของเอกชน อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

หลักกฎหมาย

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

คดีระหว่างนางจุรี สมสอน ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน โจทก์ นางพิจิตรา ลี้ยุทธานนท์ ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสิบเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่ามารดาจำเลยที่ 1 นำรังวัดที่ดินตาม น.ส. 3 เพื่อเปลี่ยนเป็น น.ส. 3 ก. และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่พิพาทซึ่งเป็นบางหรือร่องน้ำไหลสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 70/2556นางจุรี สมสอน ที่ 1 กับพวกรวม 10 คนโจทก์นางพิจิตรา ลี้ยุทธานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. คดีที่โจทก์ทั้งสิบเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า มารดาจำเลยที่ ๑ นำรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่พิพาทซึ่งเป็นบางหรือร่องน้ำไหลสาธารณสมบัติของแผ่นดินและได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านไม่สามารถใช้ที่พิพาทได้ ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) และโฉนดที่ดินไม่ได้ทับที่ดินข้างเคียงหรือที่สาธารณประโยชน์ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๗๐/๒๕๕๖ วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เ