ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 622/2486นายหยี ลุ้งบ้าน ผู้แทนโดยชอบธรรมของนายกี่ ลุ้งบ้าน โจทก์กับพวก นายเช้า พรายพรรนจำเลย กฎหมายลักษณะอาญา ม. 270 ป.วิ.อ. ม. 2 (2) พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎอัยการศึก พ.ศ.2485 ประกาศกองบัญชาการทหารสูงสุด ออกตามความในประกาศแก้ไขเพิ่มเติมการใช้กฎอัยการศึก ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2485 (ฉบับที่ 3) ประกาศกองบัญชาการทหารสูงสุด ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2486 คำว่า "ผู้ต้องหา" ในประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุดเรื่องอำนาจศาลทหารนั้นหมายถึงผู้ต้องหาในคดีที่ขึ้นมาสู่ศาลแล้ว คือจำเลยนั้นเอง คดีที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทำผิดร่วมกับพลตำรวจอีก 2 นาย (พลตำรวจอยู่ในอำนาจศาลทหาร)แต่โจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียว มิได้ฟ้องพลตำรวจด้วย คดีเช่นนี้อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน หาได้อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 10/2486)โจทฟ้องต่อสาลจังหวัดตรังซึ่งเปนสาลพลเรือนว่าจำเลยสมคบกับพลตำหรวด ๒ นายไห้โจทซึ่งเปนผู้เสียหายเสื่อมเสียอิสสรภาพ สาลจังหวัดตรังยกฟ้องโจท โดยเห็นว่าโจทฟ้องว่าจำเลยสมคบกับพลตำหรวดตาม ป.ว.อ. มาตรา ๒(๒) พลตำหรวดได้ชื่อว่าหยู่ไนถานะผู้ต้องหา ตามประกาสกองบันชาการทหานสูงสุดออกตามความไนประกาสแก้ไขเพิ่มเติมการไช้กดอัยการสึก ลงวันที่ ๒๔ เมสายน ๒๔๘๕ ไห้สาลทหานพิจารนาพิพากสาคดีอาญาที่ผู้หยู่ไนอำนาดสาลทหาน กับผู้มิได้หยู่ไนอำนาดสาลทหานเปนผู้ต้องหาด้วยกัน ดังนั้นโจทจึงต้องฟ้องคดีนี้ต่อสาลทหาน โจทอุธรน์ สาลอุธรน์เห็นว่า คำว่า "ผู้ต้องหา" ตามประกาสกองบันชาการทหานสูงสุด ไม่กินความถึงผู้ต้องหาตาม ป.ว.อ. แต่ก็เห็นว่าหมายถึงผู้ทำผิดร่วมกันนั่นเอง พิพากสายืน โจทดีกา สาลดีกาเห็นว่าประกาสผู้บันชาการทหานสูงสุ