ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659/2556

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659/2556พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายอนุพงศ์ บุญฤทธิ์ กับพวกโจทก์ร่วมบริษัทเมอรี่ไทม์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 44 วรรคสอง, ม. 188, ม. 245 วรรคหนึ่ง, ม. 249แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 188 จะบัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 คืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ก็ยังไม่มีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้เสียหายสามารถบังคับคดีได้ทันที เพราะคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำความผิดเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44 วรรคสอง ซึ่งการบังคับคดีต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยเรื่องการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การบังคับตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมทั้งสามจึงยังไม่อาจบังคับตามคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้ การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุก 7 ปี กับให้ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 707,720 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 275,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 550,000 บาท ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมที่ 1 ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีที่ 659/2549 ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา โจทก์ร่วมท