ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2557

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องก่อนกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับหรือไม่ เมื่อกฎหมายดังกล่าวเป็นวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับ

หลักกฎหมาย

หลักกฎหมายที่ห้ามมีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้น ห้ามใช้บังคับย้อนหลังเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เป็นสารบัญญัติเท่านั้น มิได้ห้ามในส่วนวิธีสบัญญัติด้วย ดังนั้นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับทันทีแก่คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แม้คดีจะฟ้องก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับก็ตาม

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 โดยเพิ่มข้อ 10/1 ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ ให้ถือว่าจำเลยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. และให้คดีอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่โจทก์ฟ้องไว้ก่อนกฎ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2557พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กับพวกโจทก์นายนาม ยิ้มแย้ม กับพวกจำเลย ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 ม. 3หลักกฎหมายที่ห้ามมีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้น ห้ามใช้บังคับย้อนหลังเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เป็นสารบัญญัติเท่านั้น มิได้ห้ามในส่วนวิธีสบัญญัติด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 10/1 ของประกาศฉบับดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ทันที อันมีผลให้คดีของโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกต่อไปโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 157 และ 200 ระหว่างการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสิบเอ็ด ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง ให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2547 โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ชนะในการประกวดราคาซื้อที่ดิน 4 แปลง ตั้งอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร ในราคา 772,000,000 บาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 19