โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ธนาคารรับรองการใช้เงิน เป็นเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่จำเลยต้องให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4) หรือไม่
ผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ธนาคารรับรองการใช้เงินเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารตามมาตรา 937 ป.พ.พ. และเป็นเจ้าหนี้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ประกาศของจำเลยที่จำกัดความหมายของเจ้าหนี้เฉพาะผู้ฝากเงิน ผู้ให้
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2542 หักด้วยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท
โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินที่ออกตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต ซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายและรับรองการใช้เงิน ต่อมาธนาคารถูกเพิกถอนใบอนุญาตและหยุดดำเนินกิจการ ทำให้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน โจทก์ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือทางการเงินต่อจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 254
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20098/2556บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัดโจทก์กองทุนเพื่อการพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำเลย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม. 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4) ข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ประกาศของจำเลยข้อ 1 วรรคหนึ่ง มีความว่า "กองทุนจะดำเนินการจ่ายชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ทรงตราสารหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ออกเพื่อการรับฝากเงินหรือกู้ยืมเงินเท่านั้น" ข้อความดังกล่าวขัดแย้งแตกต่างกับความในข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะได้ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าหนี้" ไว้เป็นอย่างเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 29 อัฏฐ วรรคสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าการออกประกาศได้ อ้างอิงหรือจำกัด ตัดลงด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับกฎระเบียบใดและเหตุผลใด เป็นเพียงประกาศที่ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (จำเลย) ออกขึ้นเอง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างหยิบยกประกาศ เป็นดุลพินิจมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อบังคับของจำเลยโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 38,858,565.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4.85 ต่อปี ของต้นเงิน 37,278,420 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2542 หักด้วยร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่