ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 26/2557

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าคดีที่โจทก์ฟ้องมหาวิทยาลัยพายัพและพวกเกี่ยวกับการเลิกจ้างโจทก์จากตำแหน่งอธิการบดี เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ศาลแรงงาน

หลักกฎหมาย

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แม้พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่ากิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงาน

คำวินิจฉัย

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ศาลแรงงาน)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 (มหาวิทยาลัยพายัพ) เริ่มทำงานเป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดี มีวาระ 5 ปี และได้รับการต่อวาระอีกหนึ่งวาระ แต่ต่อมามูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยอนุมัติให้ต่ออายุเพียง 1 ปี ต่อมาจำเลยที่ 3 มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีและแต่งตั้งจำเลยที่

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 26/2557นายประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์ โจทก์มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องของมหาวิทยาลัยเอกชน จำเลยที่ ๑ กับพวก กรณีมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดีโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นอธิการบดี มีอำนาจหน้าที่บริหารงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยมีค่าตอบแทน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์ก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินธุรกิจในการให้บริการด้านการศึกษาได้เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน